เอดส์ รักษาได้ เพียงต้องใช้เวลาและความเข้าใจ

HIV

   ก่อนอื่นเราจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าโรคเอดส์ และ HIV นั้นแตกต่างกัน ซึ่ง HIV หรือ Human Immunodeficiency Virus เป็นเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถแบ่งตัวในเซลล์ของคนได้ เมื่อเกิดการติดเชื้อ HIV นี้อยู่ในเม็ดเลือดและแพร่ต่อไปแล้วจะทำลายเม็ดเลือดขาว ซึ่งเซลล์เม็ดเลือดขาวมีความสำคัญอย่างมากในเกี่นวกับระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ทำให้ภูมิต้านทานลดลง ร่างกายจึงเกิดโรคอื่นๆตามมาได้ง่าย ส่วน AIDS หรือ Acquired Immune Deficiency Syndrome นั้นเป็นอาการของโรคที่เกิดจากการติดเชี้อ HIV ซึ่งเป็นตัวที่เข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวลดลง ภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงต่ำ จึงมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อจากเชื้อโรคอื่นๆ เช่น วัณโรค ปอดบวม หรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายนั่นเอง ปัจจุบันโรคเอดส์ ไม่ใช่โรคที่พอติดเชื้อแล้วต้องตายในเร็ววันอย่างเดียวเท่านั้นอย่างที่หลายๆคนเข้าใจอีกต่อไป ยิ่งรู้ตัวเร็วเท่าไหร่

   โอกาสในการรักษาให้หายก็มีมากขึ้นเท่านั้น เพราะในปัจจุบันที่วิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้าขึ้นมาก มีการพัฒาของวัคซีน และตัวยาต่างๆมากมาย แต่การจะรักษาเอดส์ให้หายขาดนั้นยังไม่มีวิธีการที่จะกำจัดเชื้อ HIV ให้หมดไปจากร่างกายของผู้ติดเชื้อได้ แต่มียาที่จะช่วยชะลอการพัฒนาของโรคไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้ได้นั่นก็คือ ยาต้านเอชไอวี หรือยาต้านรีโทรไวรัส (Antiretrovirals: ARVs) ซึ่งยานี้จะช่วยยับยั้งไม่ให้เซลล์ไวรัสมีการแบ่งตัวแพร่กระจายลุกลามไปสร้างความเสียหายให้แก่เซลล์เนื้อเยื่ออวัยวะบริเวณอื่น ๆ ต่อไปได้ ดังนั้นหากยิ่งรู้ว่าตัวเองติดเชื้อเร็วเท่าไหร่ผู้ติดเชื้อก็มีโอกาสในการหยุดไม่ให้เชื้อลุกลามไปมากกว่าที่เป็นอยู่ได้ ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ที่รู้ตัวเร็วและได้รับยาต้านเอชไอวีอย่างทันท่วงทีก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกตินั่นเองและหากผู้ป่วยได้รับยาตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกที่ได้รับเชื้อนั้น ยาจะออกฤทธิ์ควบคุมไม่ให้ไวรัสมีการแพร่กระจายและพัฒนาไปสู่การเจ็บป่วยในขั้นที่รุนแรงอย่างเอดส์ นอกจากยาต้านรีโทรไวรัส (Antiretrovirals: ARVs) แล้ว ยังมียาต้านเอชไอวีอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นยต้านชนิดฉุกเฉิน

   โดยจะต้องรับประทานทันทีหลังจากที่ได้รับเชื้อนั่นก็คือ PEP (Post-exposure Prophylaxis) โดยจะต้องรับประทานยาให้เร็วที่สุดหลังได้รับเชื้อภายใน 72 ชั่วโมง ยาจึงจะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการติดเชื้อและการแพร่กระจายของเชื้อ โดยจะต้องรับประทานยา 1-2 ครั้ง/วัน ต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลา 28 วัน ส่วนวิธีการใช้ยาต้านเอชไอวีมีทั้งแบบใช้ยาต้านรีโทรไวรัส (ARVs) ตัวเดียว หรือใช้ยาต้านร่วมกันหลายตัว (Antiretroviral Therapy: ART) โดยทั่วไปผู้ที่ได้รับเชื้อเอชไอวีจะต้องไปพบแพทย์เป็นประจำและรับประทานยารักษาอย่างถูกต้องต่อเนื่องเพราะถึงแม้ว่าจะสามารถควบคุมเชื้อไวรัสไม่ให้พัฒนาไปสู่ขั้นที่รุนแรงได้ แต่ร่างกายก็ยังคงมีเชื้อเอชไอวีอยู่และยังสามารถติดต่อไปยังบุคคลอื่นได้หากไม่มีการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้ออย่างถูกต้อง ส่วนผู้ป่วยที่อยู่ในระยะเอดส์แล้วนั้น การติดเชื้อเอชไอวีไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะถ้าหากการติดเชื้อเอชไอวีถูกพัฒนาไปจนถึงขั้นระยะเอดส์แล้ว ภูมิคุมกันของร่างกายจะน้อยลง และทำงานผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อนของโรคอื่นๆได้ง่าย ดังนั้นผู้ป่วยที่อยู่ในระยะเอดส์จะต้องไปพบแพทย์เป็นประจำและสม่ำเสมอ เพื่อรับยาในการรักษาอาการป่วยที่แทรกซ้อน และจะต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดโดยจะต้องให้ความสำคัญทั้งสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย โดยจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจ หาข้อมูลเกี่ยวกับโรคเอดส์และการดูแลผู้ป่วยเอดส์ ใส่ใจในเรื่องของอาหารของผู้ป่วย รวมทั้งเฝ้าระวังการติดเชื้อ พูดคุยให้กำลังใจ ให้ผู้ป่วยได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมประจำวัน และอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันให้กับผู้ป่วยด้วย