โรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุ อาการ

โรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุ อาการ

   โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ (Rabies, Hydrophobia) เป็นโรคที่ติดจากสัตว์สู่คน จัดเป็นโรคติดเชื้อไวรัสร้ายแรงที่ยังไม่มีทางรักษา ผู้ป่วยทุกรายที่แสดงอาการของโรคมากจะเสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่วัน แต่โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังจากถูกสัตว์ที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้ากัดใหม่ๆ แต่ผู้ป่วยหลายรายมักจะถูกสุนัขกัดหรือข่วนแต่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเพราะคิดว่าคงไม่เป็นอะไร สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้านั้น เกิดจากเชื้อไวรัสเรบีส์ (Rabies virus) ซึ่งอยู่ในน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พบบ่อยในพวกสัตว์ตระกูลสุนัข แมว หนู ค้างคาว วัว ควาย กระรอก เป็นต้น สำหรับการติดเชื้อจากสัตว์สู่คน เชื้อพิษสุนัขบ้าจะเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ได้ทางบาดแผลบนผิวหนังที่ถูกสัตว์กัด ข่วน หรือผ่านทางรอยถลอกของแผลที่ถูกน้ำลายสัตว์ ทางเยื่อเมือกต่าง ๆ ได้แก่ เยื่อบุตา เยื่อบุจมูก เยื่อบุช่องปาก

   สำหรับระยะฟักตัวของโรคพิษสุนัขบ้าคือ 5 วัน ถึง 8 ปี หลังถูกสัตว์กัดจนกระทั่งเกิดอาการ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นในช่วง 20-90 วัน หลังจากได้รับเชื้อ อาการของโรคพิษสุนัขบ้า

สำหรับอาการของผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าจะแบ่งเป็น 3 ระยะด้วยกัน คือ

1. Prodrome (ระยะอาการนำของโรค) ผู้ป่วยจะมีอาการแตกต่างกันไป ไม่จำเพาะเจาะจง บางคนอาจมีไข้ต่ำๆ รู้สึกหนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง กระสับกระส่าย วิตกกังวล นอนไม่หลับ แต่อาการที่บอกได้แน่ชัดคือ บริเวณบาดแผลที่ถูกสัตว์กัดอาจมีอาการปวดเสียว คัน ชา เย็น หรือปวดแสบปวดร้อน

2. Acute neurologic (ระยะปรากฏอาการทางระบบประสาท) มักจะเกิดขึ้นภายหลังระยะอาการนำของโรคประมาณ 2-10 วัน ในระยะนี้จะแบ่งอาการออกเป็น 3 แบบ ได้แก่ - อาการคลุ้มคลั่ง พบบ่อยที่สุด โดยเริ่มต้นผู้ป่วนอาจมีเพียงไข้ รู้สึกสับสน จนกระทั่งกลัวน้ำ กลัวลม น้ำลายไหล เหงื่อออกมาก ควบคุมตัวเองไม่ได้ สุดท้ายผู้ป่วยจะเกิดอาการซึม หมดสติ หยุดหายใจ และเสียชีวิตภายใน 7 วันหลังจากที่เริ่มแสดงอาการ - อาการอัมพาต เป็นอาการที่พบบ่อยรองลงมาจากอาการคุ้มคลั่ง ผู้ป่วยที่แสดงอาการนี้มักจะมีไข้ควบคู่ไปกับอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจมีอาการกลัวน้ำและกลัวลมร่วมด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะเสียชีวิตช้ากว่าแบบคลุ้มคลั่ง คือ เฉลี่ยประมาณ 13 วัน - อาการไม่ตรงต้นแบบ สมามารถพบได้ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ถูกค้างคาวกัด อาการในระยะแรกปวดหัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง แขนขาเป็นอัมพาต มีอาการชัก แต่มักไม่พบอาการกลัวน้ำ กลัวลม

3. Coma (ระยะไม่รู้สึกตัวหรือระยะสุดท้าย) ผู้ป่วยทุกรายเมื่อเข้าสู่อาการระยะสุดท้ายแล้ว จะมีอาการหมดสติและเสียชีวิตภายใน 1-3 วันหลังมีอาการไม่รู้สึกตัว

เอดส์ รักษาได้ เพียงต้องใช้เวลาและความเข้าใจ

HIV

   ก่อนอื่นเราจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าโรคเอดส์ และ HIV นั้นแตกต่างกัน ซึ่ง HIV หรือ Human Immunodeficiency Virus เป็นเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถแบ่งตัวในเซลล์ของคนได้ เมื่อเกิดการติดเชื้อ HIV นี้อยู่ในเม็ดเลือดและแพร่ต่อไปแล้วจะทำลายเม็ดเลือดขาว ซึ่งเซลล์เม็ดเลือดขาวมีความสำคัญอย่างมากในเกี่นวกับระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ทำให้ภูมิต้านทานลดลง ร่างกายจึงเกิดโรคอื่นๆตามมาได้ง่าย ส่วน AIDS หรือ Acquired Immune Deficiency Syndrome นั้นเป็นอาการของโรคที่เกิดจากการติดเชี้อ HIV ซึ่งเป็นตัวที่เข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวลดลง ภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงต่ำ จึงมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อจากเชื้อโรคอื่นๆ เช่น วัณโรค ปอดบวม หรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายนั่นเอง ปัจจุบันโรคเอดส์ ไม่ใช่โรคที่พอติดเชื้อแล้วต้องตายในเร็ววันอย่างเดียวเท่านั้นอย่างที่หลายๆคนเข้าใจอีกต่อไป ยิ่งรู้ตัวเร็วเท่าไหร่

   โอกาสในการรักษาให้หายก็มีมากขึ้นเท่านั้น เพราะในปัจจุบันที่วิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้าขึ้นมาก มีการพัฒาของวัคซีน และตัวยาต่างๆมากมาย แต่การจะรักษาเอดส์ให้หายขาดนั้นยังไม่มีวิธีการที่จะกำจัดเชื้อ HIV ให้หมดไปจากร่างกายของผู้ติดเชื้อได้ แต่มียาที่จะช่วยชะลอการพัฒนาของโรคไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้ได้นั่นก็คือ ยาต้านเอชไอวี หรือยาต้านรีโทรไวรัส (Antiretrovirals: ARVs) ซึ่งยานี้จะช่วยยับยั้งไม่ให้เซลล์ไวรัสมีการแบ่งตัวแพร่กระจายลุกลามไปสร้างความเสียหายให้แก่เซลล์เนื้อเยื่ออวัยวะบริเวณอื่น ๆ ต่อไปได้ ดังนั้นหากยิ่งรู้ว่าตัวเองติดเชื้อเร็วเท่าไหร่ผู้ติดเชื้อก็มีโอกาสในการหยุดไม่ให้เชื้อลุกลามไปมากกว่าที่เป็นอยู่ได้ ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ที่รู้ตัวเร็วและได้รับยาต้านเอชไอวีอย่างทันท่วงทีก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกตินั่นเองและหากผู้ป่วยได้รับยาตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกที่ได้รับเชื้อนั้น ยาจะออกฤทธิ์ควบคุมไม่ให้ไวรัสมีการแพร่กระจายและพัฒนาไปสู่การเจ็บป่วยในขั้นที่รุนแรงอย่างเอดส์ นอกจากยาต้านรีโทรไวรัส (Antiretrovirals: ARVs) แล้ว ยังมียาต้านเอชไอวีอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นยต้านชนิดฉุกเฉิน

   โดยจะต้องรับประทานทันทีหลังจากที่ได้รับเชื้อนั่นก็คือ PEP (Post-exposure Prophylaxis) โดยจะต้องรับประทานยาให้เร็วที่สุดหลังได้รับเชื้อภายใน 72 ชั่วโมง ยาจึงจะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการติดเชื้อและการแพร่กระจายของเชื้อ โดยจะต้องรับประทานยา 1-2 ครั้ง/วัน ต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลา 28 วัน ส่วนวิธีการใช้ยาต้านเอชไอวีมีทั้งแบบใช้ยาต้านรีโทรไวรัส (ARVs) ตัวเดียว หรือใช้ยาต้านร่วมกันหลายตัว (Antiretroviral Therapy: ART) โดยทั่วไปผู้ที่ได้รับเชื้อเอชไอวีจะต้องไปพบแพทย์เป็นประจำและรับประทานยารักษาอย่างถูกต้องต่อเนื่องเพราะถึงแม้ว่าจะสามารถควบคุมเชื้อไวรัสไม่ให้พัฒนาไปสู่ขั้นที่รุนแรงได้ แต่ร่างกายก็ยังคงมีเชื้อเอชไอวีอยู่และยังสามารถติดต่อไปยังบุคคลอื่นได้หากไม่มีการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้ออย่างถูกต้อง ส่วนผู้ป่วยที่อยู่ในระยะเอดส์แล้วนั้น การติดเชื้อเอชไอวีไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะถ้าหากการติดเชื้อเอชไอวีถูกพัฒนาไปจนถึงขั้นระยะเอดส์แล้ว ภูมิคุมกันของร่างกายจะน้อยลง และทำงานผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อนของโรคอื่นๆได้ง่าย ดังนั้นผู้ป่วยที่อยู่ในระยะเอดส์จะต้องไปพบแพทย์เป็นประจำและสม่ำเสมอ เพื่อรับยาในการรักษาอาการป่วยที่แทรกซ้อน และจะต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดโดยจะต้องให้ความสำคัญทั้งสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย โดยจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจ หาข้อมูลเกี่ยวกับโรคเอดส์และการดูแลผู้ป่วยเอดส์ ใส่ใจในเรื่องของอาหารของผู้ป่วย รวมทั้งเฝ้าระวังการติดเชื้อ พูดคุยให้กำลังใจ ให้ผู้ป่วยได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมประจำวัน และอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันให้กับผู้ป่วยด้วย

อุตสาหกรรมการแพทย์สมัยใหม่ที่ครบวงจร

อุปกรณ์การแพทย์

   วงการแพทย์บ้านเรานั้นก็ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ไปเยอะเป็นอย่างมากเลยนะครับ ซึ่งเราจะเห็นได้ตาม โรงพยาบาล ทั่วไปที่ในทุกวันนี้นั้นก็ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือแพทย์ที่มีความทันสมัยนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาไปอย่างก้าวไกลขนาดไหน ก็ยังคงมีโรงพยาบาลขนาดเล็กตามถิ่นแดนไกลของประเทศที่ในตอนนี้ก็ขาดแคลนทั้งทรัพยากรหมอและพยาบาลเป็นอย่างมาก แต่ถึงจะอย่างไรก็ตามแต่การที่ในประเทศไทยนั้นมีเครื่องมือที่ทันสมัยในการรักษาผู้ป่วยนั้นก็ถือเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างมากเลยนะครับ เพราะจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยสามารถที่จะดำรงต่อไปได้อย่างมีความสุขนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้น

   อุตสหกรรมการแพทย์นั้นที่ครบวงจรก็ถือเป็นการสร้างอุตสหกรรมใหม่ต่อยอดจากธุรกิจการรักษาพยาบาล และการท่องเที่ยวต่างๆ ที่จะทำให้ประเทศไทยของเรานั้นสามารถที่จะมีฐานเดิมที่แข็งแรงได้นั่นเอง แน่นอนถ้าประเทศของเรามีการรักษาที่ดีติดอันดับโลกนั้นก็จะทำให้มีชื่อเสียงทำให้โรงพยาบาลนั้นสามารถที่จะสร้างรายได้ที่ดีได้นั่นเอง อย่างที่รู้กันนะครับว่าในทุกวันนี้วงการแพทย์นั้นก็ได้มีการพัฒนาไปเป็นอย่างมากเลยนะครับ ซึ่งแน่นอนอุตสาหกรรมทางการแพทย์นั้นก็เป็นสิ่งที่ทุกๆ ฝ่ายไม่ว่าจะภาคไหนๆ ก็ตามทั้งรัฐและเอกชนนั้นก็จะต้องใส่ใจกันเป็นพิเศษสักหน่อยเพื่อที่จะให้ความเป็นอยู่ของคนไทยนั้นสามารถที่จะดำรงต่อไปได้เป็นอย่างดีนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นการแพทย์ที่ครบวงจาย์ของไทยนั้นก็จะประกอบไปด้วย 3 อย่างดังต่อไปนี้ การให้บริการที่มีความทันสมัย ก็คือจะเป็นการให้บริการทางด้านการแทพย์โดยอาจจะผ่านทางอินเตอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน ซึ่งการที่นำเอาเทคโนโลยีต่างๆ นั้นมาเชื่อมต่อกับระบบเวชระเบียนในการรักษาของผู้ป่วยก็จะสามารถทำให้ผู้ป่วยนั้นสามารถที่จะขอคำปรึกษาต่างๆ กับหมอได้นั่นเอง

   แถมแนวทางการรักษานั้นก็จะเป็นสิ่งที่ดีด้วย เพราะหมอนั้นก็จะสามารถที่จะติดตามการใช้ชีวิตประจำวันกันได้นั่นเอง แน่นอนการนำเอาเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามาใช้นั้นก็จะทำให้การรักษาของผู้ป่วยเป็นไปตามเป้าหมายและมีประสิทธิภาพนั่นเอง การวิจัยและผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยแน่นอนนะครับไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามแต่การวิจัยนั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีประโยชน์เป็นอย่างมากเลยนะครับ เพราะจะสามารถที่จะติดตามผลต่างๆ ได้เป็นอย่างดีนั่นเองนอกจากนี้นั้นก็ยังจะสามารถที่จะตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคได้ โดยจะต้องมีวินัยในการรักษาที่ดีด้วยตนเอง โดยไม่ว่าจะเป็นการวัดความดัน หรือการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งจะต้องมีการวิจัยออกมาให้ดีที่สุดถ้าวิจัยดีรับรองเลยแนวทางการรักษานั้นก็จะดีเป็นอย่างมากอีกด้วย การวิจัยยาและผลิตเวชภัณฑ์

   การที่เราวิจัยยาและผลิตยาที่มีความทันสมัยนั้นแน่นอนก็จะสามารถที่จะลดกระบวนการต่างๆ ได้เป็นอย่างดีเลย โดยในทุกวันนี้นั้นยาต่างๆ ในบ้านเราก็ได้มีการเติบโตที่รวดเร็วเป็นอย่างมากเลย ซึ่งในบางครั้งก็มีขนาดที่ใหญ่กว่ายาสามัญทั่วไปอีกด้วย อย่างไรก็ตามนั้นวงการแพทย์บ้านเราในยุคนี้ก็ถือมีการพัฒนาไปเยอะเป็นอย่างมากเลยนะครับ ซึ่งแน่นอนด้วยการพัฒนาต่างๆ นั้นก็สามารถที่จะทำให้การรักษาในทุกวันนี้ทำให้ประชาชนชาวไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีการรักษาโรคที่ดี แน่นอนก็จะส่งผลทำให้การเป็นอยู่ของคนในปัจจุบันนั้นดีขึ้นเป็นอย่างมากนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นทุกวันนี้การแพทย์บ้านเราก็ถือเป็นที่ยอมรับในระดับสากลกันแล้วนะครับ ด้วยเทคโนโลยีของการพัฒนา เครื่องมือแพทย์ ต่างๆ รวมถึง ก็ทำให้แพทย์ในบ้านเรานั้นมีแต่เก่งๆ และเป็นที่ยอมรับนั่นเอง

การแพทย์แผนไทย

การแพทย์ไทย

   การแพทย์แผนไทยหรือการแพทย์แผนโบราณนั้นถือเป็นการดูแลสุขภาพทั้งสภาวะปกติ และสภาวะที่ผิดปกติของมนุษย์เรานะครับ โดยการแพทย์แผนไทยนั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะคนไทยส่วนใหญ่นั้นก็จะคุ้นเคยกับพืชสมุนไพร และวิธีการรักษาแบบโบราณมากกว่าแผนปัจจุบัน อย่างไรก็ตามนั้นทุกวันนี้นั้นการแพทย์แผนไทยก็ได้ยกระดับให้มีการรักษาที่ได้มาตรฐานและดีกว่าเดิม

   ซึ่งทำให้มีความน่าเชื่อถือทำให้การรักษาต่างๆ นั้นทุกคนก็สามารถที่จะมั่นใจได้เลยนั่นเอง ทุกวันนี้นั้นการแพทย์แผนไทย ก็ได้มีการเปิดทำการเรียนการสอนมากมายหลายสถานบันด้วยกันนะครับ โดยทุกวันนี้นั้นการแพทย์แผนไทยก็เป็นที่ยอมรับกันแทบจะทั้งหมดแล้ว ด้วยวิธีการรักษาที่ปลอดภัย สามารถที่จะรักษาได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยยา หรือ การรักษาด้วยวัสดุอุปกรณ์ธรรมชาติการแพทย์แผนโบราณนั้นก็สามารถที่จะทำได้นั่นเอง โดยคนที่ต้องการจะเป็นหมอทางสายนี้นั้นก็จะต้องไปศึกษาเล่าเรียนและจะต้องมีใบรับรองในการรักษาด้วยนะครับ เพราะถือเป็นโรคศิลปะชนิดหนึ่งนั่นเอง โดยทุกวันนี้ก็ได้มีหลายๆ สถาบันในประเทศไทยได้เปิดทำการเรียนการสอนไว้อย่างเยอะมากอีกด้วย

ดังนั้นถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คนอยากเป็นหมอ

   ก็สามารถที่จะลงเรียนเพื่อมาศึกษาตำรายนี้ก็ได้เช่นกันนะครับ ดังนั้นการแพทย์แผนไทยนั้นคนไทยส่วนใหญ่ก็จะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งไม่ว่าใครก็ตามแต่ก็จะคุ้นเคยและรู้จักวิธีการรักษานี้กันมาอย่างยาวนาน ดังนั้นเลยทำให้การรักษาชนิดนี้นั้นคนไทยส่วนใหญ่ก็จะยอมรับกันเป็นอย่างมากนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นการแพทย์แผนโบราณ ถือเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทยในการบำบัดความเจ็บป่วยต่างๆ ที่ได้สร้างสมจากการลองผิดลองถูกที่ได้ผสมผสานกับการแพทย์ร่วมสมัยได้อย่างลงตัวมากที่สุด ซึ่งแน่นอนทุกวันนี้การแพทย์แผนโบราณก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทุกคนนั้นก็ยอมรับกันได้เป็นอย่างดีนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นไม่ว่าจะเป็นพืชผักสมุนไพรไทยตัวไหน ก็สามารถที่จะนำมาเป็นทางเลือกในการรักษาโรคต่างๆ ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามนั้นการแพทย์แผนไทยก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการรักษาโรคได้นะครับ ซึ่งทุกวันนี้การแพทย์แผนไทยก็ถือได้รับการยอมรับกันอย่างแพร่หลายทำให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการรักษาโรคได้เป็นอย่างดี ดังนั้นคนที่จะเป็นแพทย์ได้นั้นก็จะต้องได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเสียก่อนจึงจะสามารถที่จะปฎิบัติหน้าที่ได้ถูกต้องตามกฎหมายนั่นเอง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการนวด การบีบ การกินยา หรืออะไรก็ตามแต่ก็ถือเป็นการรักษาแบบการแพทย์แผนโบราณทั้งหมดนั่นเอง

รู้ซักนิด ก่อนตัดสินใจทำเลสิก

   เลสิก คืออะไร หลายคนอาจสงสัยหรือหลายนที่กำลังจะตัดสินในทำเลสิก น่าจะพอรูความหมายมาบ้าง เลสิก คือ การผ่าตัดชนิดหนึ่งเพื่อแก้ไขภาวะสายตาที่ผิดปกติโดยการใช้เลเซอร์ซึ่งมีความยาวคลื่นที่เหมาะสมในการรักษา เลเซอร์ชนิดนี้เรียกว่า เอ็กไซเมอร์เลเซอร์ (Excimer Laser) ซึ่งเป็นเลเซอร์แบบเย็นที่มีความยาวคลื่นสั้นในระดับ อัลตราไวโอเลต (193 nm.) ซึ่งการรักษาสายตาผิดปกติด้วยวิธีเลสิคนี้ สามารถรักษาได้ทั้งภาวะสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และสายตายาวตั้งแต่กำเนิดได้ ขั้นตอนการรักษาด้วยวิธีการทำเลสิกมีอยู่หลัก 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ

ขั้นที่ 1 การแยกชั้นกระจกตา ซึ่งปัจจุบันมีด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบใช้ใบมีดเรียกว่า Microkeratome และแบบใช้เลเซอร์เรียกว่า Femtosecond

ขั้นที่ 2 การใช้เอ็กไซเมอร์เลเซอร์ (Excimer Laser) ในการปรับแต่งผิวกระจกตาตามค่าสายตาที่ได้ทำการคำนวณไว้แล้ว เพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนความโค้งของกระจกตา

ขั้นที่ 3 การนำชั้นของฝากระจกตาที่เปิดแยกไว้ปิดกลับมายังที่เดิม บุคคลที่เหมาะสมในการทำเลสิค

1. ผู้ที่มีปัญหาในการใส่แว่น การทำงานกลางแจ้ง หรือมีปัญหาในการใส่คอนแทคเลนส์

2. ผู้ที่ชอบออกกำลังกาย นักกีฬา

3. บุคคลที่เหมาะสมกับการทำเลสิกนั้นต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไปและต้องไม่เกิน 55 ปี เพราะหากอายุน้อยกว่า 18 ปี สายตายังอาจจะยังไม่คงที่ และถ้าหากมีอายุมากเกินไปคือเกิน 55 ปี อาจจะมีภาวะเสี่ยงจากการเป็นโรคต้อกระจกได้ จึงควรได้รับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะทำเลสิก

4. บุคคลที่มีกระจกตาบาง และมีค่าสายตาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยังไม่สมควรรักษาด้วยวิธีทำเลสิก โดยปกติแล้วผู้ป่วยจะต้องมีระะดับสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี ก่อนทำเลสิก สำหรับผู้ที่ต้องการรับการรักษาสายตาด้วยวิธีเลสิกนั้นจำเป็นจะต้องเข้ารับการตรวจประเมินสายตาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียดก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าสภาสายตาของเรานั้นเหมาะที่จะทำเลสิกแบบไหน

5. หากผู้ป่วย HIV ต้องการเข้ารับการรักษาสายตาด้วยวิธีเลสิก จะต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังจากทำเลสิกก่อน ซึ่งปกติแล้วจะต้องมีการตรวจ HIV ก่อนที่จะทำเลสิกทุกครั้ง

6. หญิงที่ตั้งครรภ์ จักษุแพทย์จะไม่แนะนำให้ทำเลสิก เพราะช่วงตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจจะทำให้ค่าสายตาไม่คงที่ แต่การทำเลสิกนั้นไม่มีผลข้างเคียงต่อเด็กในครรภ์ ซึ่งการทำเลสิกนั้น เป็นการแก้ไขปัญหาทางสายตาแบบถาวร แต่คนไข้บางรายที่มีสภาวะทางสายตากลับมาสั้นอีกก็อาจจะเป็นไปได้ว่า ค่าสายตาของคนไข้นั้น สั้นหรือเอียงมากเกินไปนั่นเอง